วันอาทิตย์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2560

8 สัญญาณเตือนว่าคุณอาจจะกำลังติดอุปกรณ์ดิจิตอล



1.สิ่งที่คุณทำอย่างแรกๆตอนตื่นนอนคือเปิดอุปกรณ์ดิจิตอล

"ถ้ามีสงคราม รัฐประหาร หรือประท้วงจะทำยังไง" เป็นเหตุผลที่บางคนให้ (ซึ่งก็จริง เคยมีประกาศเคอร์ฟิวแล้วมีนักศึกษาแพทย์ไม่รู้ยังมารพ.)
คือบางคนไปทำงานสายไม่ได้เพราะตื่นสาย แต่เพราะตื่นมาตอนเช้าแล้วเอาแต่นั่งอ่านดราม่าหรือข่าวที่ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ... จริงๆถ้าอยากทราบข่าวสารประจำวันจริงๆใช้เปิดวิทยุก็ได้ ถ้ามีสงครามหรือรัฐประหารวิทยุก็ออกข่าวแหละ ไม่ต้องไปอ่านในsocialหรือในinternetก็ได้
2. ระหว่างนั่งส้วม คุณต้องเปิดอุปกรณ์สื่อสารใช้ไปด้วย
คนไม่น้อยจะทำการ Toilet Surfing โดยปลอบใจตัวเองว่าตอนที่นั่งถ่ายมันใช้เวลา เรากำลังใช้เวลาไม่ให้เสียเปล่า โดยที่จริงๆแล้วกลับกลายเป็นทำให้การขับถ่ายครั้งนั้นยาวนานกว่าที่จำเป็น
ทางแก้หนึ่งที่ทำได้คือการพกหนังสือหรือของที่ไม่สามารถต่อinternetได้เข้าไปอ่านแทน หรือไม่ก็ไม่อ่านอะไรเลยทนๆเอา
3. เปิดอ่าน Email ทุกครั้ง เมื่อเห็น Notification ว่ามีเมล์ที่ไม่ได้อ่าน
การเปิดเมล์บ่อยๆจะทำให้สมาธิของเราเสียไปทุกครั้งที่เราไปกดเปิด บางคนถึงกับมีแนวคิด Inbox Zero คือเห็นว่าเมื่อมีการเตือนว่ามีเมล์ที่ไม่ได้อ่านก็ต้องกดเข้าไปเปิดอย่างอดใจไม่ได้ ดังนั้นควรจำกัดการกดเปิดให้เป็นเวลาตามความจำเป็นของการใช้งานเพื่อไม่ให้เสียสมาธิการทำงานอื่นๆ
หรือหากคุณเป็นคนที่ต้องทำงานที่จำเป็นต้องส่งหรือเปิดอ่านเมล์ทันที ควรแยกเมล์งานและเมล์ไม่เกี่ยวกับงาน จะได้เสียสมาธิเฉพาะกับสิ่งที่จำเป็น
4. คุณกด notification บ่อยๆ ทุกครั้งที่มันขึ้นหน้าจอ
อะไรไม่จำเป็นปิดซะให้หมด
5. คุณรู้สึกว่าโทรศัพท์ดังหรือสั่น แต่หยิบมาดูแล้วไม่มีอะไร
อาการสั่นหลอนเสียงหลอนจากอุปกรณ์สื่อสาร จะเกิดกับคนที่มีความเครียดหรือใช้งานอุปกรณ์บ่อยๆ พอมีอะไรที่เข้ามากระตุ้นนิดนึงจะหวาดระแวงว่ามีการสั่นหรือสายเข้า
6. คุณเล่นมือถือในรถ ขณะเป็นคนขับ
มันไม่ควรทำอยู่แล้ว เพราะนอกจากจะพิมพ์ช้า ตอบช้า อ่านไม่ได้ใจความ ยังเพิ่มโอกาสเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาอีก
7. คุณส่องaccountของแฟนเก่า เพื่อนเก่า หรือคนที่เคยแอบชอบ
เมื่อใช้อุปกรณ์สื่อสารไปถึงจุดนึง connect social อ่านของที่อยากอ่าน พอทำเสร็จหมดไม่มีอะไรทำ บางคนเลิกใช้อุปกรณ์ไม่ได้ ก็จะนึกสิ่งที่จะทำได้ด้วยการใช้อุปกรณ์ดิจิตอลสื่อสารนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการค้นหาหรือเข้าไปดูไปหาว่าสิ่งหรือคนที่ตนรู้จักในอดีต ตอนนี้เป็นอย่างไรแล้ว
8. คุณเล่นinternetไปเรื่อยๆแบบไร้จุดหมาย
หรือที่เรียกว่า internet surfing ซึ่งเป็นการท่องโลกอินเตอร์เนทไปแบบไร้จุดหมาย ซึ่งในยุคหนึ่งที่ข้อมูลข่าวสารยังไม่เปิดกว้าง การทำแบบนี้จะทำให้เรามีความรู้รอบตัวมากขึ้น แต่ในปัจจุบันที่เข้าสู่ยุค information overload การทำแบบนี้มีประโยชน์น้อยลงและเป็นตัวบอกว่าคุณอาจจะแค่อยากใช้อุปกรณ์สื่อสารฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ

เมื่อนักวิจัย ให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้และค้นหาทางทำนายโรคในผู้ป่วยแทนหมอ

นักวิจัยประสบความสำเร็จในการทำให้คอมพิวเตอร์ทำนายความเสี่ยงโรคหัวใจ ได้ดีขึ้นกว่าแนวทางที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
สรุปข่าว
1. โรคหัวใจเป็นโรคที่ถ้ารอให้เป็นแล้วรักษาจะยุ่งยากลำบาก ในทางการแพทย์จึงมีความพยายาม "ทำนาย" การเกิดโรค ว่าใครบ้างจะเสี่ยงต่อการเกิดโรค
2. มนุษย์หมอ ใช้เวลา 50-60 ปี ในการวิจัย เอาคนมาติดตามดูหลายสิบปี เพื่อหาว่าอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงจะได้แนะนำคนไข้ได้
3. ในปัจจุบัน ตัวแปรที่หมอใช้กัน อยู่ในรูปแบบที่เรียบง่ายเข้าใจไม่ยาก เรียกว่า 10 year risk score ซึ่งเมื่อใส่ค่าเข้าไปแล้วจะคำนวณได้ว่าผู้ป่วยจะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจใน 10 ปีข้างหน้ากี่% ถ้าเสี่ยงสูงจะได้ให้กินยาดักไว้ก่อนเลย
4. ซึ่งการจะทำค่าเหล่านี้ขึ้น มันมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น
- คนที่คิดตัวแปรและแทนค่า ต้องอ่านงานวิจัยมามากพอ และด้วยความเป็นมนุษย์ เวลาในชีวิตมันจำกัด
- ตัวแปรบางอย่าง เราไม่รู้ว่ามันมี จนกว่าจะเห็นว่ามีคนป่วยมากๆ จึงจะไปวิจัยค้นหา
- หมอมีเวลาและสมองที่จำกัด ไม่สามารถเปิดประวัติคนไข้ทุกคนได้ทั้งหมดทุกหน้าในการรักษาแต่ละครั้ง และไม่สามารถจดจำประวัติคนไข้ได้ทั้งหมดทีละหลายแสนคน
ดังนั้นไม่มีทางที่คนจะหาตัวแปรความเสี่ยงได้สมบูรณ์
5. เลยมีความคิดที่จะให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่แทน ... เพราะคอมพิวเตอร์สามารถคิดและเชื่อมโยงข้อมูลรวมถึงจดจำอะไรทั้งหลายแหล่ได้ดีกว่ามนุษย์ ... โดยเอาข้อมูลให้คอมพิวเตอร์ดู จากนั้นให้เชื่อมโยงประมวลผลเอง เพื่อสร้างตัวแปรคำนวณความเสี่ยงโรคหัวใจขึ้นมา
6. พบว่าได้ผลที่น่าพอใจ ถ้าให้คอมพิวเตอร์ทำการประมวลผลเอง มีการหยิบตัวแปรอื่นขึ้นมาใช้เพิ่มขึ้น และทำนายได้แม่นยำขึ้นอีกหน่อยนึง
ปล. จริงๆมีคนทำมาแล้ว แต่ไม่ครอบคลุม และขนาดตัวอย่างเล็ก
ปอ. มีอีกโครงการที่รออยู่ คือเรื่องการทำนายผลข้างเคียงจากการใช้ยามากกว่า 1 ชนิด ซึ่งซับซ้อนพอสมควร(ในระดับสมองมนุษย์)

http://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0174944

วันศุกร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2560

ทำไมเมื่อเสื้อขาวๆเปียก เราจึงเห็นเรือนร่างที่อยู่เบื้องหลัง




ช่วงนี้เป็นช่วงสงกรานต์ เป็นช่วงเวลาที่คนจะสาดน้ำใส่กัน และเมื่อสาดไปแล้วสิ่งที่น่าสนใจก็คือ เราจะมองเห็นสิ่งที่อยู่ใต้ต่อเสื้อผ้าเปียกสีขาวๆนั้น
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

เราจะเห็นสิ่งต่างๆได้ต่อเมื่อแสงสามารถสะท้อนกลับมาถึงตาเราได้

เสื้อผ้าโดยทั่วไปทำจากการถักทอเส้นใย ในเนื้อผ้าจะมีเส้นใย และ อากาศ
เมื่อแสงวิ่งไปถึงผ้า เจอเส้นใย ก็จะเกิดการดูดซับคลื่นแสงไว้บางส่วน และเกิดการสะท้อนกระจายไปในหลายทิศทาง จนสุดท้ายแสงมันไม่กลับมาที่ตาของเรา
ในขณะที่เมื่อผ้าเปียกน้ำ ส่วนที่เป็นอากาศถูกแทนด้วยน้ำ เมื่อแสงวิ่งเข้าไปในน้ำแล้วไปชนกับเส้นใย มันจะไม่ได้เกิดการสะท้อนทุกทิศทาง แต่จะสะท้อนชิ่งกลับไปมาภายในน้ำไปออกที่อีกด้านของเสื้อผ้า และสะท้อนสิ่งที่อยู่ใต้นั้นทำให้เราเห็นหนั่นเนื้อที่อยู่เบื้องหลังได้
วิธีที่จะลดการมองทะลุได้ คือ การใส่เสื้อผ้าที่มีสีเพื่อให้เกิดการดูดซับแสงระหว่างทาง หรือการดึงผ้าที่แนบเนื้อให้ห่างออกมาจากเนื้อตัวให้มีอากาศมาแทรก เพื่อให้เกิดการสะท้อนของแสงบริเวณรอยต่อของอากาศและน้ำไปในทิศทางอื่นจนไม่สามารถมองเห็นรายละเอียดหลังเสื้อผ้าได้

ปล. หลักการเหมือนไฟเบอร์ออฟติก หรือเวลาเปิดน้ำแล้วเอาไฟฉายส่องที่ด้านบนให้แสงไปโผล่ที่ปลายสายน้ำ

วันพุธที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2560

ทำไมเหยียบเปลือกกล้วยแล้วจึงลื่นล้ม

pixabay.com/en/slip-up-danger-careless-slippery-709045


เราจะเห็นในการ์ตูนว่าตัวละครชอบเอาเปลือกกล้วยไปวางดักให้คนอื่นเหยียบล้ม ... เห็นบ่อยจนสงสัยว่าจริงๆมันลื่นขนาดนั้นเลยเหรอ

และที่ว่าลื่น มันลื่นแค่ไหน

ในปี 2012 มีนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น 4 ท่าน ได้ทำการค้นหาคำตอบเรื่องนี้ตีพิมพ์ในวารสารสึกหรอและหล่อลื่นวิทยาออนไลน์
โดยพวกเขาได้นำเอาเปลือกกล้วยมาทดสอบหาค่าสัมประสิทธิ์ความเสียดทานเมื่อถูกเหยียบพบว่า

เมื่อเปลือกกล้วยถูกเหยียบ เซลล์ที่ผิวเปลือกกล้วยด้านในจะแตกออก ทำให้ของเหลวPolysaccharideที่มีลักษณะเป็นเจลไหลออกมารวมกันเป็นชั้นบางๆที่มีคุณสมบัติลดความเสียดทาน

แล้วมันลื่นแค่ไหน

ถ้าเปรียบเทียบค่าสัมประสิทธิ์ความเสียดทาน Cof ที่เรารู้กัน

ยางรถยนต์ต่อถนนแห้งๆ มีค่า Cof = 0.7-0.9
ยางรถยนต์ต่อถนนเปียก มีค่า Cof = 0.4
รองเท้าต่อพื้นเสื่อน้ำมัน มีค่า Cof = 0.4
ยางรถยนต์ต่อถนนที่มีหิมะ มีค่า Cof = 0.2
ยางรถยนต์ต่อถนนที่เป็นน้ำแข็ง มีค่า Cof = 0.1
เหยียบเปลือกกล้วยบนเสื่อน้ำมัน ค่าCof = 0.07

ดังนั้น เรียกได้ว่าโคตรลื่น


อ่านเพิ่มเติม
1. งานวิจัยตัวนี้เต็มๆ https://www.jstage.jst.go.jp/article/trol/7/3/7_147/_pdf
2. ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทางของยาง http://blogs.umass.edu/ndarnton/2009/04/11/friction/

วันอังคารที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2560

7วิธีนั่งกระบะอย่างไร ให้ปลอดภัยเพิ่มขึ้นอีกนิดนึง



สัปดาห์ที่แล้วมีดราม่ากันไปเกี่ยวกับเรื่องการโดยสารรถกระบะจนคนถกเถียงกันมากมาย

แต่ส่วนนึงที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง คือ ไม่ว่าจะถูกหรือผิดกฎหมาย ยังไงก็มีคนนั่งแน่ๆแหละ ดังนั้น เรามาดูกันว่าจะทำอย่างไรให้ปลอดภัยขึ้นอีกนิด

ข้อควรรู้ควรระวัง
- ส่วนท้ายของกระบะ ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับการโดยสาร และไม่มีการทดสอบความปลอดภัยสำหรับการโดยสาร ดังนั้น ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นหรือเลือกได้ ไม่ควรนั่งตรงนั้น
- อัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บหนักของผู้โดยสาร จะเพิ่มขึ้นหลายเท่า(ถึงหลายสิบเท่า) เมื่อเทียบกับคนที่นั่งในที่นั่งที่คาดเข็มขัดนิรภัย
- การเสียชีวิตในอุบัติเหตุหรือการใช้รถกระบะที่ไม่ได้เกิดการชนที่พบมากที่สุด เกิดจากการตกลงมาจากรถ
- การออกแบบรถกระบะ เรื่องการทรงตัวและจุดศูนย์ถ่วง ตั้งอยู่บนหลักที่ว่าของท้ายรถไม่ใช่สิ่งมีชีวิต และถูกผูกยึด

นั่งอย่างไร ให้ปลอดภัยขึ้นอีกนิด

1. ใช้ความเร็วตามกำหนดกฎหมาย หรือช้ากว่า ... เพราะตัวรถออกแบบมาสำหรับบรรทุกของที่ถูกผูกยึด ... การให้คนโดยสารมีโอกาสเสียการทรงตัวกว่าปกติ
2. ไม่ควรให้เด็กหรือสัตว์เลี้ยงนั่งในส่วนท้ายกระบะ เพราะมีโอกาสที่เราจะควบคุมไม่ได้แล้วกระโดดตกลงไป
3. ติดตั้งเก้าอี้พร้อมสารคาดนิรภัย (อันนี้ยากสุด ข้ามไป)
4. หากจำเป็นต้องให้เด็กนั่งท้ายกระบะ ต้องมีผู้ใหญ่นั่งกำกับไม่ให้ลุกยืนหรือไปนั่งในจุดเสี่ยง
5. หากผูกสัตว์เลี้ยงล่ามไว้กับกระบะ ต้องทำให้มั่นใจว่าสัตว์เลี้ยงจะไม่กระโดดลงมา
(นึกภาพขับรถตามหลังรถกระบะ จากนั้นตัวอะไรไม่รู้กระโดดออกท้ายกระบะ จากนั้นติดสายคาด ฟาดลงที่พื้น ดูดเข้าล้อ จากนั้นเลือด ไส้ เศษขน ลอยมาแปะหน้ารถเรา .. ที่บอกว่าตัวอะไรก็ไม่รู้ เพราะของที่คล้ายๆหัวกระเด็นลงข้างทาง)
6.นั่งเสมอ อย่าทำตัวสูงกว่าขอบกระบะ เพราะการตายที่ไม่ได้เกิดจากการชนมีสาเหตุจากการตกจากกระบะ มักเกิดจากรถตกหลุม มีการหักหลบกระทันหัน หรือลมพัดแรงวูบจากการวิ่งผ่านรถคันใหญ่ โดยท่าที่ทำให้ตกจากรถมากที่สุดมี 3 ท่า คือ
- นั่งท้ายกระบะ
- นั่งขอบกระบะ
- ยืนขณะโดยสารบนกระบะ... โดยมากยืนเกาะตรงส่วนกระจกท้ายห้องโดยสาร
7. การติดตัวแคป/เสาที่มั่นคงรอบกระบะ แม้ไม่สามารถลดการตายเวลาเกิดอุบัติเหตุรุนแรงได้(เพราะเวลาเกิดก็อัดข้างในหรือปลิวไปพร้อมแคป) แต่ลดการตายจากการพลัดตกได้

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะจำเป็นแค่ไหน การนั่งกระบะท้ายก็อันตรายกว่าการนั่งในที่นั่งและคาดเข็มขัดนิรภัย ถ้าเลือกได้ก็ควรจะเลี่ยงครับ

ปล. บทความนี้เราเขียนเพื่อให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ไม่ได้สนับสนุนให้นั่งท้ายกระบะเป็นอาจิณ

วันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2560

ไม่ควรให้ทารกกินน้ำผึ้ง เพราะเสี่ยงต่อโรค Botulism ตายได้



- Botulism เป็นโรคที่เกิดจากพิษชนิดนึง ทำให้เกิดอาการอ่อนแรงอ่อนกำลัง ถ้าเป็นมากๆอาจจะมีอาการเหมือนอัมพาต และจะตายจากการไม่มีกำลังหายใจ
- คือโรคที่เกิดจากเชื้อ Clostridium botulinum ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดนึง มันจะสร้างพิษร้ายขึ้นมา เมื่อได้รับพิษเข้าไปก็จะเกิดอาการ
- ในผู้ใหญ่ มักจะเกิดจากการกินอาหารที่เก็บไว้นานแล้วปนเปื้อนเชื้อ แล้วเชื้อไปสร้างพิษไว้ .. ที่เจอได้เช่นอาหารกระป๋องที่ปนเปื้อน , หน่อไม้ปี๊บที่เปื้อน
- เชื้อนี้พบได้ในดิน และอีกที่ที่พบได้คือน้ำผึ้ง คือน้ำผึ้งฆ่าเชื้อชนิดอื่นๆได้ แต่ฆ่าสปอร์ของแบคทีเรียไม่ได้
- ในผู้ใหญ่ พอสปอร์เชื้อลงไป มันก็จะแตกตัว เปิดออก จากนั้น ก็จะโดนแบคทีเรียในลำไส้รุมรับน้องกินโต๊ะ จนตายหมด
- ทีนี้พอทารกลำไส้ยังไม่ค่อยมีเชื้อ กินน้ำผึ้งที่ปนเปื้อนสปอร์ของเชื้อ เมื่อไปถึงลำไส้ เชื้อฟักออกมาไม่เจอเชื้ออื่นก็จะแพร่กระจายสร้างอาณาจักร
- จากนั้นก็ปล่อยพิษออกมา

...

เลยต้องบอกว่า ถ้าอายุน้อยกว่า 1 ขวบ ก็ยังไม่ให้กินครับ ...
และถ้าจะให้จริงๆ อาจจะต้องต้มให้เดือด 10 นาที จึงจะฆ่าสปอร์เชื้อนี้ได้ ... แค่ผสมน้ำร้อนไม่เพียงพอ

(ที่ต้องเตือน เพราะบางครั้งจะมีคนแนะนำให้ใช้น้ำผึ้งในเด็กที่เป็นหวัด ท้องผูก หรือไอ และบอกว่าให้ใส่น้ำร้อนคนๆ ... ซึ่งมันไม่เพียงพอครับ)

วันอาทิตย์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2560

Tsundoku ภาวะซื้อหนังสือมาแล้วไม่ได้อ่าน (ดองหนังสือ)




ในช่วงงานหนังสือ เราจะเห็นภาพคนหลายๆคนที่ซื้อหนังสือแบบเป็นตั้งๆ ลากกระเป๋าเดินทาง ... จากนั้นผ่านไปหลายเดือน จนจะถึงงานหนังสือครั้งถัดไปแล้ว ก็ยังอ่านไม่จบอยู่ดี
แต่ก็ยังซื้อหนังสือใหม่ๆมาเพิ่มอยู่ดี


มันมีชื่อเรียกครับ

Tsundoku ... เป็นภาษาญี่ปุ่นที่แปลหมายถึงการเสาะหาหนังสือหรือเอกสารมาอ่าน ... จากนั้นกองทิ้งไว้ ไม่ได้อ่าน (มาจากคำ อ่านหนังสือ + หาของมาเตรียมไว้ภายหลังและจากไป)
https://en.wikipedia.org/wiki/Tsundoku
ถือเป็นคำที่ตรงไปตรงมาที่สุดกับพฤติกรรมนี้ เทียบเท่ากับที่คนไทยใช้คำว่า "ดองหนังสือ"

ส่วนในภาษาอังกฤษไม่ได้มีคำเฉพาะเสียทีเดียว ... โดยคำที่ตรงที่สุดก็จะเป็น Book Buying addiction : เสพติดการซื้อหนังสือ ซึ่งชื่อเน้นไปที่การซื้อ ... แต่ว่ากลุ่มที่สนใจเรื่องนี้ก็จะบ่นเหมือนๆกันคือ ชอบซื้อมาแต่ไม่ได้อ่าน
แต่แม้ว่าทางกลุ่มที่ใช้ภาษาอังกฤษจะไม่มีคำเฉพาะถึงการซื้อหนังสือมาดอง แต่ว่าปัญหานี้ก็มีอยู่จริงถ้าเราค้นหาในอินเตอร์เน็ทก็จะพบว่ามีคนมีปัญหานี้มากมาย
ทำไมคนเราบางคนจึงชอบซื้อหนังสือแต่ไม่อ่านหรืออ่านไม่จบ
1. เรากลัวว่าเราจะไม่เจอหนังสือนี้อีก (ตามธรรมชาติ)
หลายครั้งเราเจอหนังสือที่เราสนใจ ไม่แน่ใจว่าจะซื้อดีไหม ... จากนั้นเมื่อกลับไปหาอีกก็ไม่เจออีกแล้ว
มนุษย์เป็นสัตว์ที่ชอบเก็บสิ่งของ เพื่อเตรียมตัวไว้สำหรับอนาคต
ซึ่งความรู้สึกที่ว่าได้เจอบางสิ่งบางอย่างแล้วไม่ได้เก็บไว้ จากนั้นเมื่ออนาคตมาเราต้องใช้แต่ไม่มี มันจะทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีอย่างมากๆ
บางคนจึงมีความอยากซื้อทันทีที่เห็นหนังสือที่รู้สึกถูกใจ

2. เรากลัวว่าเราจะไม่เจอหนังสือนี้อีก (เพราะสำนักพิมพ์ไม่พิมพ์เพิ่ม)
ในกลุ่มนักอ่านหนังสือบางประเภท จะรู้กันดีว่ามีหนังสือบางกลุ่มที่เมื่อพิมพ์ออกมาแล้วมักจะไม่มีโอกาสได้พิมพ์อีกเป็นครั้งที่ 2 ...
และอาจจะไม่มีทางเจอมันอีกเลยเพราะเฉพาะกลุ่มจนกระทั่งร้านหนังสือใหญ่ๆไม่อยากนำมาขาย
ดังนั้นกลุ่มนักอ่านกลุ่มนี้จะซื้อหนังสือพวกนี้มาตุนไว้


3. เราอยากได้ความสุขจากการซื้อ
คนเรามีความสุขเมื่อได้เลือก และได้จ่ายเงิน เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมีอำนาจและควบคุมชีวิตเราเองได้ บางคนจะรู้สึกดีเมื่อเห็นหนังสือที่ตนซื้อมา (คล้ายๆกับคนที่ชอบซื้อเสื้อผ้าเครื่องประดับมาเก็บ)


4. เรามีความสุขกับการจินตนาการสิ่งที่จะได้จากการอ่านหนังสือ
บางคนอยากพัฒนาตนเอง ก็จะซื้อหนังสือพัฒนาตนเองมาเก็บไว้ และคิดว่าเมื่อได้อ่านแล้วจะมีชีวิตที่ดีขึ้น
บางคนเห็นไอดอลของตนซื้อหนังสือมาอ่าน ตนอยากเก่งแบบนั้นบ้าง จึงหาหนังสือมาดองไว้กะว่ามีเวลาจะอ่าน จะได้เก่งแบบนั้นบ้าง
ข้อที่ทำให้แตกต่างกันคือ
ถ้าเรา"มีความสุขกับการจินตนาการว่าจะได้ประโยชน์จากหนังสือ" มีมากกว่า "ความตั้งใจได้ประโยชน์จากหนังสือ"
ความอยากอ่านของเราจะลดลงเพราะเราได้ความสุขจากการซื้อไปแล้ว


5. สิ่งที่ทำให้เราอยากซื้อนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว
ตัวของเราตอนที่ซื้อ เป็นคนละอารมณ์ความรู้และความรู้สึกกับตัวเราในตอนนี้
บางเรื่องเป็นเรื่องหายากในอดีต เราจึงอยากอ่าน ... แต่เวลาผ่านไป คนอ่านเอามาเขียนต่อมีเยอะ เราก็ลดความอยากอ่าน
บางเรื่องเป็นนิยาย เราเจอเพื่อนสปอย เราก็ไม่อยากอ่าน


6. ไม่มีเวลาแต่เราหวังว่าเราอยากจะอ่าน
ตรงไปตรงมา คือเราให้เวลากับอย่างอื่นมากกว่า
และเราหวังว่าเมื่อมีเวลาจะแบ่งให้ เราก็จะอ่านหนังสือ
... และเมื่อเรายังเห็นสิ่งอื่นสำคัญกว่า เราก็จะไม่แบ่งเวลาให้การอ่านหนังสือ ... ทำให้เราไม่อ่านสักที


7. อยากให้คนอื่นเห็นเราเป็นคนชอบอ่านหนังสือ
ซื้อมาถ่ายปกอัพ / ซื้อมาเป็นเครื่องประดับบ้าน
(จริงๆข้อนี้ไม่นับ เพราะแบบนี้คือเราไม่ได้ตั้งใจจะอ่านมันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว)

ผลของการ"ดองหนังสือ"ที่มีต่อเรา
แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ไม่ร้ายแรงมาก แต่การดองหนังสือไว้มากๆก็อาจจะไม่ดีกับตัวของเรา

1. ทำให้เรารู้สึกไม่ดีกับตนเอง

การ"ซื้อ"หนังสือ จะทำให้เรารู้สึกว่าเราได้สัญญากับตนเองว่าจะอ่าน
พอเราไม่ได้อ่าน ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับเราโกหกตนเอง ผิดสัญญากับตนเอง ... บางคนจะเกิดความรู้สึกด้อยค่า อาย ไม่พอใจตัวเอง หรือลดความรู้สึกเคารพในตัวตนของตนเอง

2. มีผลต่อความสัมพันธ์
หนังสือเต็มบ้าน แย่งที่เก็บของของคนอื่น
และถ้ามีคนมาต่อว่าว่า"ซื้อมาแต่ไม่ยอมอ่าน"
มันก็จะเป็นการเปิดบาดแผลในข้อ 1

แล้วเราจะทำอย่างไรดี...
วิธีแก้ไข 
 
1. ก่อนซื้อทุกครั้ง หาสาเหตุของการซื้อก่อน ... และตั้งกติกา
- ถ้าคุณซื้อเพราะต้องการคุณค่าจากการอ่าน - ให้ตั้งใจ ตั้งกฎกับตนเองเลยว่าจะอ่านมันตอนไหนยังไง
- ถ้าคุณตั้งใจจะซื้อ เพราะมีความสุขจากการซื้อ แต่คิดได้ว่าไม่ได้อยากอ่าน ก็ยั้งๆไว้นิดก่อนซื้อ
- ถ้าตั้งใจจะซื้อ เพื่ออัพลงSocial ... ไปที่ร้านหนังสือ ถ่ายปกก็พอ


2. เช่าหนังสือ
คนจำนวนไม่น้อย อ่านหนังสือรอบเดียวแล้วไม่กลับมาอ่านอีก
การเช่าหรือยืม จะเป็นการกำหนดเวลาไปในตัว / เสียเงินไม่มาก / และท้ายที่สุดเราไม่เปลืองที่เก็บ


3. หาเวลาบังคับอ่านหนังสือในแต่ละวัน ไม่อ่านขาดและไม่อ่านเกินเวลาทำกำหนด
หาเวลา 15 นาที ที่จะไม่ทำอะไรเลยนอกจากอ่านหนังสือ
คนส่วนมากที่ไม่มีเวลา จริงๆมีเวลา แต่เขาให้ความสำคัญกับการอ่านไม่มากพอ ...
หรือบางคนอาจจะไม่มีเวลาจริงๆ เพราะว่าการส่องเฟซเพื่อน การอ่านข่าวเรื่องทั่วไป ซุบซิบดารา ดูบอล ดูหนัง ดูละคร ดูเกมโชว์ มันสำคัญกว่าการอ่านหนังสือสำหรับคนๆนั้น
คืออย่าเข้าใจว่าที่ว่ามาทำไม่ได้นะ แต่อยากให้เรียงความสำคัญกับตนเอง ... ว่าเราเห็นอะไรสำคัญกว่า (รอบๆตัว มีคนหลายคนที่ให้ความสำคัญกับการดูละครและเกมโชว์มากกว่าการอ่านหนังสือ เพราะสำหรับชีวิตเขา การดูละคร มีผลต่อรายได้มากกว่าที่การอ่านหนังสือจะทำได้)

สำหรับคนที่คิดว่าอ่านหนังสือสำคัญ แบ่งเวลาไว้ 15 นาที แล้วอ่านทุกวันติดกันสักเดือนนึงไม่ต้องอ่านเกิน15นาที ... อย่าอ่านสะสมแล้วบอกตนเองว่าวันนี้ไม่อ่านเพราะเมื่อวานอ่านแล้ว
ทำจนเป็นนิสัยสักเดือน แล้วตัดสินใจเองว่าจะอ่านต่อยังไงหรือไม่


4. อ่านอย่างมีจุดหมาย
ขีดเส้น highlight จดโน็ตย่อ
มนุษย์เราไม่มีทางจำทุกอย่างได้หมด ... ยังไงก็ต้องจด ยังไงก็ต้องบันทึก เพื่อการกลับมาอ่านใหม่หรือหาข้อมูลซ้ำจะได้ทำได้ง่าย
การทำโน็ตย่อจะทำให้เรารู้สึกว่าเราอ่านแล้วได้อะไรบางอย่างกลับมา ไม่รู้สึกสูญเปล่า จะได้อ่านใหม่


5. ซื้อEbook / ซื้อออนไลน์ /ซื้อมือสอง
การทำในข้อนี้ จะช่วยลดตัวกระตุ้นความอยากซื้อเพราะกลัวว่าจะหาซื้ออีกไม่ได้
การเข้าไปดูในออนไลน์จะช่วยให้เราเห็นว่า จริงๆหนังสืออาจจะไม่ได้หายากอย่างที่เรากลัว


เป็นแบบนี้ผิดปกติหรือไม่ จะเป็นโรคจิตไหม

เวลาคุยถึงเรื่องนี้ จะมีคนชอบไปอ้างถึงภาวะ Bibliomania
คือคำว่า Bibliomania เป็นอาการทางจิตในกลุ่มย้ำคิดย้ำทำ ที่มีความอยากได้หนังสืออย่างแรงกล้า ถ้าไม่ได้จะมีความรู้สึกทุกข์ทรมาน ต้องซื้อหรือขโมยหนังสือ ... และจะซื้อแม้ว่าจะมีปัญหาทางการเงิน ... เอาหนังสือมาเก็บไว้จนมีปัญหาเรื่องพื้นที่ หรือทะเลาะกับคนในครอบครัว .... หากเป็นระดับนี้ต้องรักษา

การที่คนเอาคำว่า Bibliomania มาใช้โยงเข้ากับการ"ดองหนังสือ" ทั้งที่มันเป็นคนละเรื่องกัน เลยทำให้คนอ่านเข้าใจผิดไปจนถึงกังวลว่าจะเป็นโรคจิต ... หรือกังวลว่าคนใกล้ตัวกำลังเป็นโรคจิตโดยไม่รู้ตัว

Bibliomania คือการย้ำคิดย้ำทำเสาะแสวงหาหนังสือมาโดยก่อให้เกิดปัญหา ... ต่างจากการดองหนังสือ ที่เกือบทั้งหมดเป็นแค่การรักหนังสือ (Bibliophile) เพียงแต่เราไม่มีเวลาหรือไม่ได้อ่านมันเท่านั้นเอง

ถ้าไม่ได้ไปขโมยใครมา ไม่ได้ซื้อจนการเงินขัดสน ไม่ได้ซื้อแล้วไปสุมจนมีหนูมาขึ้นบ้าน ก็ไม่ต้องกังวลครับ ค่อยๆหาเวลาอ่านกันไปก็พอ

วันศุกร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560

โยนเหรียญลงบ่อ ประเพณีใคร หรือวัฒนธรรมเกิดใหม่ทำตามกันมา







หลังจากมีข่าวเรื่องเต่าที่กินเหรียญที่มีคนโยนลงบ่อ ก็ทำให้เกิดข้อถกเถียงมากมายแตกขยายเป็นหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าชนชาติไทยรับเข้าซึ่งวัฒนธรรมต่างประเทศโดยปราศจากการไตร่ตรอง ลอกเลียนแบบมาโดยไม่ได้ดูบริบทของสังคมว่าที่มาต้นฉบับเขาเป็นแบบใด ทำให้เกิดปัญหาน่าเศร้าซึ่งที่อื่นๆในโลกไม่เป็นกัน

โยนเหรียญลงบ่อ
? เริ่มเมื่อไหร่ ?
ถ้าหากถามถึงจุดเริ่มต้น อาจจะตอบได้ยาก เพราะว่าลักษณะการทำเช่นนี้มีในหลากหลายพื้นที่ในสมัยโบราณ และนอกจากนี้ ถ้าหากไปมองที่กิจกรรมการกระทำ จะมีทั้ง พิธีกรรมที่มีการโยนเหรียญหรือใช้เหรียญ(ไม่ว่าจะลงน้ำหรือไม่) , บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ (ที่อาจจะไม่ต้องมีเหรียญ) , และการโยนเหรียญหรือลงน้ำหรือบ่อน้ำ
ในการขุดค้นที่เมืองคาร์โรว์เบิร์กมีการพบบ่อน้ำที่สร้างขึ้นเพื่อเทพโคเวนทิน่า ตั้งอยู่ในแนวของกำแพงเฮเดรียนที่กองทัพโรมันไปตั้งประจำในเกาะอังกฤษ เทพโคเวนทิน่าเป็นเทพพหุวัฒนธรรม(ของบริเตน โรมัน เคลท์) ผู้คุ้มครองการคลอดบุตรและการรักษา ซึ่งภายในบ่อน้ำมีการพบเหรียญโรมันในหลายยุค จำนวนกว่าหนึ่งหมื่นเหรียญ เป็นเหรียญโรมันทำจากโลหะสำริด (และสิ่งของอื่นๆ) โดยนักโบราณคดีตั้งข้อสังเกตว่า เหรียญที่พบมีค่าไม่มากเท่าไหร่
และถ้าหากจะย้อนกลับไป การโยนเหรียญลงน้ำ อาจจะไม่ได้เริ่มต้นที่บ่อน้ำของเทพโคเวทิน่าก็ได้ เพราะในสมัยโรมันก่อนนั้น300ปี มีบันทึกของ
Gaius Caecilius (คศ 61-113) หรือที่เรารู้จักกันในนามของ Pliny the younger (หลานลุงของ Pliny the elder ที่ตายจากภูเขาไฟระเบิดที่ปอมเปอี) ในเอกสารจดหมายของเขาที่หลงเหลือมาจนปัจจุบัน มีการกล่าวถึงเหรียญที่ส่องประกายในแม่น้ำตื้นๆ ... ซึ่งแม้เขาจะไม่ได้บอกว่าทำไมเหรียญไปอยู่ในน้ำ แต่ว่าถ้าเรามองว่ามีเหรียญในน้ำที่ไม่มีคนเก็บไป มันต้องมีอะไรบางอย่างแน่ๆ
และหากจะย้อนกลับไปอีก อาจจะย้อนไปได้ถึงตำนานของชาวเคลท์
Celt ซึ่งกล่าวถึงเทพโอดิน ที่สละดวงตาเพื่อเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนในการดื่มน้ำจากบ่อน้ำแห่งความรู้ใต้ต้นอิกดราซิล (Well of eternity ใน world of warcraft แหละ อันเดียวกัน)  ซึ่งเป็นเหมือนกับการบอกกลายๆว่า เมื่อจะขออะไรบางอย่างจากบ่อน้ำนั้น ต้องสละบางสิ่งบางอย่างไป

บ่อน้ำมีอะไร ทำไมคนจึงคิดว่าศักดิ์สิทธิ์
มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องกินน้ำจืด และในธรรมชาติ แหล่งน้ำจืดก็มักมาในรูปของแม่น้ำ ทะเลสาบ และตาน้ำ
ตาน้ำ เป็นน้ำใต้ดินที่ผุดขึ้นมาที่พื้นผิว ก่อนจะรวมตัวเป็นบ่อน้ำหรือธารน้ำ และเนื่องจากน้ำจืดเป็นสิ่งมีค่า จุดที่กำเนิดแหล่งน้ำจึงมีความสำคัญไปโดยปริยาย เมื่อมีตาน้ำ ชุมชนรอบนั้นจะสร้างสิ่งป้องกันเช่นล้อมหินเป็นบ่อ ทำเป็นอาณาเขตที่ให้รู้กันว่าจุดนี้คือพื้นที่หวงห้ามที่ใครจะมาทำให้สกปรกมิได้  เพราะถ้าสกปรกก็จะส่งผลถึงคนใช้น้ำคนอื่น , บ้างก็มีการสร้างรูปเคารพ รูปปั้นของสิ่งที่ตนนับถือไว้ตรงจุดนั้น (ไม่ว่าจะด้วยความเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำให้พบตาน้ำนั้นหรือเพื่อป้องกันคนไปทำให้สกปรก)
สถานที่ทางศาสนาบางแห่ง มีการสร้างตรงจุดที่มีตาน้ำ และก็นำมาซึ่งความเชื่ออีกแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำรักษาโรค การโยนสิ่งของลงไป หรือการใช้น้ำชำระล้างความสกปรก(ทางร่างกายและจิตใจ)  ...
ความศักดิ์สิทธิ์ของตาน้ำและตาน้ำชำระความสกปรก อาจจะมีที่มาจากความแตกต่างของตาน้ำและธารน้ำ ... ธารน้ำ ในบางครั้งจะมีความสกปรกและตะกอนได้ ในขณะที่ตาน้ำซึ่งผุดออกมาจากใต้ดินแท้ๆกลับเป็นจุดที่น้ำสะอาดกว่าจุดอื่นๆ (ซึ่งแน่นอน เพราะว่าตาน้ำคือน้ำที่ผ่านการกรองจากใต้ดิน และมันไหลมานาน ก็พัดเอาตะกอนเล็กๆไปหมดแล้ว) .... นอกจากนี้การเหรียญที่ใช้โยนลงไป บางครั้งเป็นเหรียญจากโลหะเงินและทองแดง ซึ่งเมื่อละลายน้ำแล้วจะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ(เล็กน้อย) อาจจะเป็นส่วนเสริมทำให้น้ำในจุดนั้นปลอดภัยกว่าจุดอื่นจนเป็นที่สังเกตได้และเสริมความศักดิ์สิทธิ์ให้มากขึ้น

บนบานศาลกล่าว ติดสินบนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ...  
คำถามคือ เมื่อมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แล้ว คนโยนเหรียญลงไปทำไม
คำตอบที่ดูเหมือนจะตรงกันในทุกวัฒนธรรมคือ บนบาน
ไม่ว่าจะเป็นยุคไหน ดูเหมือนว่าการโยนสิ่งที่มีค่าลงไป เป็นการแสดงออกซึ่งการเสียสละบางสิ่งบางอย่างที่มีค่าของตน เพื่อขอให้ อะไรบางอย่างที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ ช่วยให้เราได้ในสิ่งที่หวัง
บ่อน้ำ น้ำพุ ทำหน้าที่เป็นเพียงสัญลักษณ์ เป็นทางผ่านที่ทำให้ “สินบน(สิ่งสักการะ)(
offering)” นำพาคำขอ ไปยังเบื้องบน

ดังนั้น การโยนเหรียญ อาจจะไม่ได้แปลว่า “บ่อน้ำ” นั้นศักดิ์สิทธิ์ ... และไม่จำเป็นต้องเป็นบ่อน้ำ

ในวัฒนธรรมของยุโรปและอเมริกัน มักจะเป็น “น้ำ” จะน้ำอะไรก็ได้ น้ำพุ บ่อน้ำ แม่น้ำ ธารน้ำ พี่โยนหมด ต่อให้มีป้ายว่าห้ามโยนก็ยังโยน
ในอินเดีย เป็นการโยนเหรียญลงใน “แม่น้ำ” สำคัญ หรือแม่น้ำใกล้สถานที่ทางศาสนา
ในไทย อาจจะโยนลงบาตร ลงบ่อน้ำ
ในญี่ปุ่น โยนใส่กล่องบริจาคหน้าวัด
ในจีน เป็นการโยนใส่อะไรบางอย่างตามความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็น โยนเข้าปากรูปปั้นปลา โยนใส่รูปปั้นเต่า(เชื่อว่าทำให้อายุยืน) , ปาใส่หัวเต่าเป็นๆ , มีรูปหล่อเจดีย์หลายชั้น ก็พยายามโยนใส่หน้าต่างเจดีย์ชั้นบนสุด , ไปหลุมศพโบราณคดี ก็โยนลงโลงศพ , ไปสวนพฤกษศาสตร์ มีบัวอะเมซอน (มีเต่า) ก็โยน
แต่ทั้งหมดไม่ว่าจะโยนลงอะไร ... ส่วนมากคือการ ขอพร จากนั้นโยนเหรียญ  ไม่ค่อยมีใครโยนเฉยๆ โดยไม่ขอพร

รากเหง้าแห่งการโยนเหรียญ และปัญหา
มีข้อน่าสนใจจากกรณีคนไทยโยนเหรียญลงบ่อเต่า ... แปลว่าเรารับเอาวัฒนธรรมเหล่านี้มาโดยไม่รู้ที่มาของมันจึงเกิดปัญหา ต่างจากประเทศอื่นที่สืบต่อวัฒนธรรมอย่างรู้ที่มาจึงไม่เกิดปัญหา  .. จริงหรือ?
คำตอบคือ ไม่น่าเกี่ยว
เพราะ ส่วนใหญ่แล้ว คนที่โยนเหรียญลงน้ำ ก็ไม่ได้รู้ที่มาที่ไปของรากเหง้า
และทุกๆที่ก็มีปัญหาจากเหรียญที่โยน
แม้ว่าเราจะย้อนกลับเรื่องการโยนเหรียญว่ามีมาตั้งแต่สมัยของโรมันในบ่อน้ำของเทพโคเวนทิน่า ... แต่บ่อน้ำและโบสถ์นี้ถูกทำลายและลืมเลือนไปนานมากเพิ่งถูกค้นพบไม่นาน(หลัก 100ปี) ซึ่งในระหว่างนั้นวัฒนธรรม
Wishing well ก็มีในยุโรปอยู่แล้ว
และถ้าหากไปดูในอินเตอร์เนท เราจะพบว่ามีคนที่ตั้งข้อสงสัยอยู่เรื่อยๆว่าโยนไปทำไม ... ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ที่มาที่ไปนัก บ้างก็โยงไปเรื่องน้ำพุเทรวี่ บ้างก็โยงไปที่บ่อน้ำ
Pen Rhys หรือบ่อน้ำเทพโคเวนทิน่า ... แต่ส่วนใหญ่ก็โยนตามๆกันมาโดยไม่รู้ที่มากัน รู้เพียงแต่ประมาณว่าหากต้องการขอพร ก็ให้ขอ แล้วโยนลงน้ำ ... มิได้ต่อเนื่องมาจากเรื่องความเชื่อหรือศาสนาจากอดีต

แล้วที่มันมาโผล่ในสังคมยุคหลังมาจากไหน

คาดกันว่ามาจากเรื่องของ “ภาพยนตร์” “การนำเที่ยว/การทำบุญขอโชคลาภ” และ “การทำตามต่อๆกัน”
- ภาพยนตร์ในปี 1954 เรื่อง
Three Coins in the Fountain ซึ่งโด่งดังและได้รับรางวัลออสการ์ ทำให้คนรู้จักการโยนเหรียญขอพรที่น้ำพุเทรวี่ รวมถึงการโยนเหรียญที่น้ำพุ
- เวลามีการนำเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ ไกด์นำเที่ยวมักมีการสอดแทรกสิ่งเล็กๆน้อยๆเข้าไปเพื่อสร้างจุดขายความแตกต่าง บางครั้งมีการสร้างเรื่องเสริมแต่งขึ้นเพื่อให้คนที่มาเที่ยวประทับใจ เช่นการโยนเหรียญลงน้ำพุให้โชคดี โยนเหรียญในบ่อเต่าให้ร่ำรวย (ส่วนมากจะของจีน)
- คนเราเป็นสัตว์สังคม เมื่อเห็นคนทำๆกัน หรือมีเหรียญที่โยนทิ้งไว้แล้ว ก็มักจะทำตาม โดยไม่ได้คิดอะไร ... บางที่ซึ่งมีสัตว์อยู่ แม้จะมีป้ายห้ามก็ยังโยน เพราะคิดว่าคนอื่นโยนมาแล้ว สัตว์ก็ไม่เห็นเป็นอะไร ... คงไม่มีอันตรายอะไร

 น้ำพุเทรวี่และนักท่องเที่ยว (ภาพ pixabay)

ที่อื่นในโลกมีปัญหาจากการโยนเหรียญหรือไม่
ต่อสัตว์
ความจริงแล้วหากเราหาข้อมูลจาก
internetหรือหนังสือ จะพบว่า ในสหรัฐอเมริกา มีปัญหานี้ตั้งแต่ยุค1930 ช่วง The great depression ที่มีบันทึกว่าสัตว์ที่ตายในสวนสัตว์ก็มีการผ่าพบเหรียญในท้อง , ปี2008 แมวน้ำที่สวนสัตว์โอกลาโฮมาตายเพราะกินเหรียญที่นักท่องเที่ยวโยนลงน้ำ , ที่จีน คนโยนเหรียญใส่เต่า และบ่อปลาคาร์ฟ , ที่ฮาวาย เจ้าของร้านอาหารต้องติดป้ายขอให้คนเลิกโยนเหรียญลงบ่อปลาเพราะทองแดงทำให้น้ำเป็นพิษ,วารสารทางการสัตวแพทย์รายงานเคสไฮยีน่าที่ตายเพราะพิษจากเหรียญที่กลืนเข้าไป (เหรียญในสหรัฐหลังปี1982 ทำจากโลหะที่ละลายได้ในน้ำย่อย) ... สำหรับเต่าที่ไทยเป็นข่าวเยอะหน่อย ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะความพยายามในการรักษาและการออกมาให้ข่าวเพื่อเป็นอุธาหรณ์ป้องกันการเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก
ต่อน้ำพุ
น้ำพุในหลายๆที่ต้องติดป้ายเตือนห้ามการโยนเหรียญ เพราะเหรียญบางชนิดจะลงไปติดขัดในระบบท่อของน้ำพุจนเสียหายได้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความพยายามเข้าไปเอาเหรียญออกมา ทำให้น้ำพุเสียหายได้
ต่อสถานที่ท่องเที่ยว
ที่บ่อน้ำร้อนในเขตเยลโล่ว์สโตน มีการเปลี่ยนสีไป โดยคาดว่าเกิดจากเหรียญที่โยนลงไปเกิดการละลายในน้ำจนทำลายระบบนิเวศและแบคทีเรียในน้ำ
ที่จีน มีรายงานข่าวที่ระบุว่าบรรดาหลุมศพ โลงศพในโบราณสถาน (เช่นหลุมศพเปาบุ้นจิ้น) ถูกนักท่องเที่ยวโยนเหรียญใส่จนเสียหาย
ต่อสัตว์น้ำ
เหรียญทองแดงสามารถละลายออกมาในน้ำทำให้ปลาตายได้ (คือฆ่าเชื้อโรคได้และฆ่าสัตว์น้ำได้) ก็เกิดปัญหาในบ่อประดับที่เลี้ยงปลา เจ้าของต้องออกมาเตือนไม่ให้โยนเหรียญลงไป

 
ภาพเหรียญในแหล่งน้ำในไอซ์แลนท์ (ภาพPixabay)

แล้วเราจะป้องกันอย่างไร
มีคนตั้งข้อสังเกตว่าพฤติกรรมการโยนเหรียญ เกิดจาก “ความหวัง” และ “การเสี่ยงโชค” ของมนุษย์
เราพร้อมที่จะลงทุนเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้รู้สึกว่ามีความหวัง
เหมือนคนที่ซื้อล็อตเตอรี่แล้วจินตนาการในใจว่าถ้าถูกรางวัลที่หนึ่งก็คงจะดี ... แม้ไม่ถูกรางวัลก็มีความหวังไปอีกครึ่งเดือน

การโยนเหรียญขอพรก็เช่นกัน ... หากเราห้าม ก็เหมือนเราไปขัดความหวังของเขา ... ไม่มีใครพอใจ ... ยังไม่นับว่าบางที่มีธุรกิจบุญที่เกี่ยวข้องกับเงินที่ได้จากการบริจาคในรูปแบบนี้อีก
ดังนั้นอาจจะมีทางออกได้หลายๆทางที่ปรับไปใช้ได้ตามเหมาะสม เช่น

1. ติดป้ายบอกให้รู้ไปเลยว่าห้ามโยนเพราะไม่ถูกต้องหรือบาป ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ทำให้สัตว์ตายได้ (คนจะโยนจะได้ลังเลว่าตกลงตรูได้บุญหรือบาป)
2. ติดกำแพง หรือส่วนที่บังน้ำ ไม่ให้คนเห็น ... เพราะธรรมชาติของคนจะโยนเหรียญในที่ที่ตนเห็นเหรียญที่ตนโยนลงไปมากกว่าโยนไปแล้วมองไม่เห็นเหรียญ
3. ติดตั้งตู้บริจาคชนิด
Funnel ... ตู้ธรรมดาคนจะมองเป็นการบริจาค มีเวลาขอพรไม่นาน ... ตู้Funnel จะทำให้เหรียญวิ่งวนเป็นวงกลมอยู่ครู่หนึ่งมีความเป็นพลวัตรแห่งการอธิษฐาน
4. ทำความสะอาดบ่อน้ำบ่อยๆ ... ให้คนเห็นว่าเหรียญน้อย ธรรมชาติของคนจะไม่ชอบโยนเหรียญหากไม่เห็นเหรียญอื่นๆ
5. สร้างบ่อโยนเหรียญโดยเฉพาะ เช่นสร้างบ่อน้ำมีรูปปั้นเต่าตรงกลาง ติดป้ายบอกว่าใครโยนโดนกระดองก่อนตกลงน้ำจะโชคดี , ตั้งรูปปั้นปลาอ้าปากในบ่อ ใครโยนลงแล้วโชคดี ... เดี๋ยวคนก็มาโยนกันเอง  ทุกคนแฮปปี้ไม่มีเต่าตาย

ไม่ว่าวัฒนธรรมที่มาของเรื่องโยนเหรียญจะเป็นอย่างไร แต่มันก็ผูกอยู่กับความเชื่อและความหวังของมนุษย์ ... ดังนั้นไม่ว่าจะคนไทย จีน ฝรั่ง ก็คงโยนกันต่อไป
ปล. ทั้งนี้วัฒนธรรมการโยนเหรียญขอพรบ่อน้ำ จะหายากในวัฒนธรรมที่นับถือศาสนาอิสลามและยิว เพราะหลายคนถือว่าการโยนเหรียญทิ้งแบบนี้ผิดหลักศาสนาว่าด้วยการสิ้นเปลือง
ปอ. และมีข่าวว่าตอนไปที่
Shrine of the book ในเยรูซาเลม ... ปธน.โอบาม่าเอาเหรียญไปโยนลงสระน้ำของอาคารนั้น
ปฮ. เรื่องเหรียญแปะตาคนตายเอาไว้ติดสินบนข้ามแม่น้ำ อันนี้ไม่นับ เพราะไม่มีการโยน ... ส่วนเรื่องวิหารเทพอะโพรไดท์ของบาบิโลนที่ผู้หญิงที่ถึงวัยจะต้องมานั่งแล้วมีผู้ชายมาโยนเหรียญใส่ก่อนจะพาไปทำอะไรกัน อันนี้ก็ไม่นับเพราะน่าจะเป็นเรื่อง sacred prostitute มากกว่าเรื่องขอพร


เอกสารอ่านเพิ่มเติม
1. http://www.foxnews.com/travel/2015/08/26/turtles-in-chinese-zoo-plastered-with-money-for-hopes-good-luck.html
2. https://anthropologyworks.com/2017/01/12/why-we-throw-coins-in-fountains-a-cultural-explanation/
3. https://en.wikipedia.org/wiki/Wishing_well
4. https://www.deraghotels.de/en/__trashed/
5. https://ohr.edu/ask_db/ask_main.php/30/Q2/
6. http://www.anthropology.uci.edu/~wmmaurer/courses/anthro_money_2006/wishing.html
7. http://www.todayifoundout.com/index.php/2014/03/throw-coins-fountains/
8. http://www.ancient-origins.net/myths-legends/ritual-behind-wishing-wells-buying-favors-and-good-fortune-002814
9. http://www.theblaze.com/news/2013/03/21/out-of-change-obama-has-to-borrow-coins-to-toss-in-jerusalem-wishing-well-during-tour-stop/
10. http://europe.chinadaily.com.cn/epaper/2015-11/20/content_22486867.htm
11. http://www.bbc.com/news/world-asia-india-20662368
12. http://kfor.com/2014/12/08/wishing-well-worries-oklahoma-city-zoo-warning-visitors-about-tossing-coins/
13. The History & Use of Amulets, Charms and Talismansโดย Gary R. Varner หน้า 171
14. https://en.wikipedia.org/wiki/Sacred_prostitution
15. https://en.wikipedia.org/wiki/Three_Coins_in_the_Fountain_(film)
16. http://wowwiki.wikia.com/wiki/Well_of_Eternity




วันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2560

นักวิจัยใช้เกมบำบัด ในการจัดการกับความทรงจำอันเลวร้ายหลังอุบัติเหตุ




หลังเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุร้ายต่างๆ คนหลายคนทั้งผู้ประสบเหตุหรือคนเห็นเหตุการณ์ จะเกิดสิ่งที่เป็นเหมือนบาดแผลในจิตใจ เกิดความกลัว เพราะหลายๆครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ตนเองไม่สามารถควบคุมได้ ป้องกันไม่ได้ และรู้สึกว่าความเป็นความตายนั้นอยู่เหนือการควบคุมของตน

การกลัวและการจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ เป็นสิ่งดี เพราะทำให้เราพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อป้องกันหากเกิดเหตุการณ์ครั้งถัดไป
แต่ความกลัวที่มากเกินไป ภาพเหตุการณ์ที่ย้อนวนไปวนมา ทำให้เกิดฝันร้าย ความเครียด และส่งผลกระทบต่อชีวิต ... ซึ่งลักษณะนี้เรียกว่า PTSD post-traumatic stress disorder ... ซึ่งเป็นภาวะที่น่ากลัว ในบางกรณีเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายได้


เคยมีคนตั้งข้อสังเกตว่า ในเมื่อความทรงจำเหตุการณ์ร้ายๆ บางครั้งมันมาในรูปแบบการจดจำ"ภาพเหตุการณ์"
ถ้าเราหาอะไรไปยัดแทนตั้งแต่แรก ก็อาจจะทำให้จำเหตุการณ์นั้นได้ไม่ชัดเจน (พอจำได้ไม่ชัด ก็จะได้ลดความกลัว)


นักวิจัยเลยเอาคนที่ผ่านการประสบเหตุอุบัติเหตุ (ทั้งโดนเองหรือเห็นเหตุการณ์) มา71คน
เลือกคนที่ผ่านเหตุการณ์มาไม่เกิน 6 ชั่วโมง มาแบ่งเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มหนึ่งเข้าแนวทางการป้องกันภาวะ post-traumatic stress disorder ตามปกติ และให้ทำแบบทดสอบขีดๆเขียนๆบนกระดาษ
อีกกลุ่มหนึ่งให้เข้าแนวทางการป้องกันภาวะ post-traumatic stress disorder ตามปกติ และให้เล่นเกมTetris 10-20 นาทีโดยไม่มีการรบกวน

เกม Tetris เป็นเกมที่จะมีรูปทรงต่างๆสีสรรต่างๆลอยลงมาจากข้างบนซึ่งเราจะต้องเรียงให้ได้ครบทั้งแถว แล้วแถวนั้นจะหายไป
เป็นเกมที่ต้องใช้การมอง ต้องใช้ความจำด้านรูปภาพ และต้องมีการวางแผนระยะสั้นไปข้างหน้าจากความจำนั้น

ผลปรากฎว่า เมื่อผ่านไป 1 สัปดาห์ กลุ่มที่เล่นเกม Tetris มีความทรงจำ"ภาพเหตุการณ์" ลดลงเมื่อเทียบกับอีกกลุ่ม 62%
ทั้งนี้งานวิจัยนี้เป็นการให้ลองเล่นเพียงครั้งเดียว โดยต่อไปอาจจะมีการทดลองให้เล่นหลายครั้ง เพื่อจะดูว่าได้ผลที่ดีกว่านี้หรือไม่
อ่าน paper ตัวเต็มได้ที่
http://www.nature.com/mp/journal/vaop/ncurrent/full/mp201723a.html

วันจันทร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2560

มารู้เท่าทัน "สารพัดวิธี" ที่จะทำให้เราต้องเสียเงิน "ซื้อของ" ไปโดยไม่คุ้มค่ากัน


เรื่องเริ่มต้นเมื่อประมาณ 30 ปี ก่อน เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก
ผมซื้อพวกนิตยสารแนวเรื่องลึกลับ ขำขัน ของแปลก
จากนั้นมีอยู่ฉบับนึงมีคูปองอะไรไม่รู้ติดมาด้วย
เป็นคูปองโฆษณาเครื่องเสียง ราคาเต็ม 3000 แต่ผมเป็นผู้โชคดี สามารถซื้อได้ในราคา 700
ในรูปดูเครื่องหรูหราอลังการมาก
สมัยนั้นใช้ธนาณัติ ก็ไปไปรษณีย์ ซื้อธนาณัติ ส่งใบสั่งซื้อไป พอสินค้ามาถึง
... สัส เครื่องเล็กๆ แต่ทำรูปร่างให้เหมือนเครื่องใหญ่ ไม่คุ้มค่าสุดๆ
วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องสารพัดวิธีชักชวนให้เราไปซื้อแล้วมานั่งเสียใจภายหลัง ... รู้ไว้ จะได้ไม่ไปซื้อครับ

1. ขายแบบลดราคา
ส่วนมากเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า พวกนี้จะตั้งราคาใกล้เคียงกับของดี แต่ไปเอาพวกยี่ห้อที่ราคาถูกมาขาย จากนั้นก็ตั้งป้ายลดราคา
อันนี้หมอแมวช้ำใจมากที่สุด เพราะโดนตั้งแต่เด็กจนโต
และไม่ได้โดนแค่เครื่องใช้ไฟฟ้า ...
คือตรูโดนทั้ง เครื่องใช้ไฟฟ้า ของเล่น สินค้าการ์ตูนญี่ปุ่น กางเกงยีนส์
โดนครบ

2. ส่งคูปองลดราคาสินค้าไปที่บ้าน (แต่ต้องซื้อขั้นต่ำ)
เช่นส่งคูปองลดราคา 10000 บาทไปบ้าน
พอไปถึง ของราคาแพงเว่อร์ แถมบอกว่าต้องซื้อ 20000ขั้นต่ำ ... บอกว่ามีดอกจันตัวเล็กๆตรงนี้ บางอันเขียนว่า ทั้งนี้ต้องทำตามกฎของบริษัท
สรุปแล้ว ซื้อไป 20000 ได้ลด 10000 จ่ายจริง 10000
กลับมาบ้านเช็คของ เอ้า ราคาท้องตลาด 2000

3. ส่งคูปองลดราคาสินค้าไปที่บ้าน (ไม่มีขั้นต่ำ)
เช่นส่งคูปองลดราคา 10000 บาทไปบ้าน
แล้วบอกว่า "เราไม่ต้องซื้อขั้นต่ำ"
พอไปถึง บอกว่า "ใช้คูปองได้เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ ซึ่งหมดไปแล้ว"
แล้วก็ชวนเราซื้อของอื่นๆต่อ ซึ่งราคาแพงกว่าท้องตลาด

4. ยืนชิงโชคตรงนั้นเลย
มาแบบขาจรตามตลาดนัดหรือสถานซื้อขายสินค้าที่คนไปเดิน
เอากล่องมาให้เราจับ บอกว่าให้จับฉลาก มีลดราคา 500 1000 3000 5000 เพื่อให้ซื้อของ
พอจับเสร็จ จับได้ 20000
พนักงานจะทำท่างง ... บอกว่าเดี๋ยวนะน้อง ขอโทรก่อน มันไม่มีนะไอ้ลด 20000
จากนั้นคุยไปคุยมา พนักงานจะให้เรายืนยันกับปลายทางว่าเราไม่รู้จักกันมาก่อน ไม่ได้ฮั้วกัน
บอกว่า 20000 เป็นข้อตกลงใหม่บริษัท เป็น1ใน76 ผู้โชคดีทั่วไทย จังหวัดละคน เป็น 1 ใน100 ผู้โชคดีทั่วไทย
...
จากนั้นให้เราเลือกของไปเลยฟรี 20000 แต่ต้องซื้อของที่ราคามากกว่า 20000 ชิ้นนึง (มีอยู่3-4 ชิ้น ราคา 3-4หมื่น)
สรุปแล้ว เราจะต้องจ่ายเงิน 1-2หมื่น แล้วได้ของมาลังนึง
ซึ่งพอไปค้นราคาแล้วล่ะก็ .... อาจจะมีคลั่งได้

5. ท่านคือผู้โชคดี ได้ของดีราคาถูก เสียแค่ภาษีเท่านั้น
จู่ๆก็มีจดหมายไปที่บ้าน บอกว่าสามารถซื้อของใช้ไฟฟ้าได้ในราคาถูก
บางอันก็ให้ฟรี
พอไปถึง ก็แสดงความยินดีจุดประทัดปังๆในร้าน แล้วก็บอกให้เราเลือกของไปเลย 1แสน
และตามกฎหมายชิงโชค ต้องเสียภาษี ณ ที่จ่ายด้วย ... 2หมื่นบาท - 3 หมื่นบาท
พอกลับไปบ้านหลังจากจ่ายไปแล้ว 2-3 หมื่นบาท ... เอาของมากอง .... เฮ้ย ทั้งหมดนี่มันของราคาท้องตลาด 5000 บาทนี่หว่า

จะป้องกันตัวยังไง
1. เช็คราคาสินค้า ทั้งรุ่นและยี่ห้อ เสมอ
เดี๋ยวนี้มีมือถือ ง่ายขึ้นเยอะ ถ้าราคาที่ตรงหน้าเราแพงกว่าสัก 5-10% ก็บายได้เลย ไม่ต้องไปสน

2. เวลาเค้าให้ไปจับรางวัล แล้วจับได้อะไร ให้ถ่ายบัตรแบบซูมไปเลย แล้วถ่ายร้าน ... ถ่ายแบบทำหน้าดีใจสุดๆ บอกว่าจะถ่ายไปโชว์เพื่อน
และถ้าจู่ๆห้ามถ่ายแบบสุดชีวิต ให้สันนิษฐานก่อนว่าพวกนี้มาไม่ดี

3. อย่าหลงไปกับการบิวด์

ไม่ว่าเค้าจะจุดพลุ ดึงประทัด เปิดไฟกระพริบ พูดออกลำโพง
"จงอย่าสะเทือน" .... กดเช็คราคา
ถ้าเอาไมค์มาจ่อปาก ก็บอกกรอกไมค์ไปเลย "ขอเช็คราคาก่อน"
และยิ่งถ้าเค้าบอกว่า สิทธิพิเศษนี้ มีเวลาแค่ 15 นาที
"ขอเช็คราคาก่อน ... ไม่ทันไม่เป็นไรค่ะ บ้านหนูมีเยอะแล้ว"
ปัจจุบัน หมอแมวมีภูมิคุ้มกันพอสมควรแล้ว ฮือๆ เข้ามาเลย บิวด์มาเลย ตรูกดเช็คราคาตลอดแล้ว

ปล. ไม่ได้บอกว่าเป็นการหลอกลวงต้มตุ๋น ไม่มีคำว่าหลอก
ปอ. แค่บอกว่า"เราจ่ายแพง"

ข้อควรระวังในการลงรูปเด็กในโซเชี่ยลมีเดีย


                                                                             pixabay -  child-love-potatos-1111818/


การใช้ Social media บางชนิด จะมีกฎไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี เข้าใช้ เพราะเล็งเห็นถึงความเสี่ยงบางอย่างที่อาจจะมีผลต่อเด็ก ซึ่งอาจจะมีผลแบบระยะสั้นๆ หรือยาวไปจนถึงอนาคต
แต่อีกประเด็นที่ต้องระวังคือการที่พ่อแม่ลงรูปลูก

1. ลงรายละเอียดลูกมากไป
เช่น ลงรูปลูกหลายๆมุม ชื่อนามสกุล รหัสประจำตัว ชุดนักเรียน รูปถ่ายที่โรงเรียน หรือรูปถ่ายติดชื่อหมู่บ้านที่อาศัย
ข้อมูลที่ลงมากเกินไป จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเด็กได้

2. ลงรูปลูกใส่เครื่องประดับหรือของใช้ราคาแพง
ทำให้เป็นเป้าของมิจฉาชีพได้

3. ลงรูปลูกที่เด็กอาจจะรู้สึกอาย
เวลาที่ผ่านไป เด็กโตขึ้นอาจจะไม่ชอบ
คือหลายอย่างเราดูแล้วน่าเอ็นดู เรารักของเรา
แต่เด็กอาจจะรู้สึกอับอาย
ต้องชั่งข้อดีข้อเสียให้ดีๆ

4. เอารูปลูกไปใส่เชื่อมโยงกับเรื่องดราม่า
ศาสนา การเมือง กีฬา กาช่า เรื่องใต้สะดือ นมแม่ การเลี้ยงลูก ฯลฯ
คืออะไรต่อมิอะไรเดี๋ยวนี้มันเป็นเรื่องดราม่าได้หมด
เวลามีรูปลูกติดไป คนที่วิจารณ์ก็จะด่าแล้วพาดพิงไปที่เด็กด้วย ซึ่งคนด่าเด็กก็ไม่ได้ทำถูกนะ แต่ไม่ว่าใครจะผิดถูก พ่อแม่คือคนที่ทำให้เด็กโดนลูกหลงไปด้วยในระดับนึง
ดังนั้นโปรดระมัดระวัง

วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2560

อุบัติเหตุ ขุดผิดชีวิตเปลี่ยน

อุบัติเหตุ ขุดผิดชีวิตเปลี่ยน

- บริษัทน้ำมันไปขุดเจาะบ่อน้ำมันในทะเลสาบน้ำจืด เป็นบริเวณที่คนแถวนั้นชอบมานั่งเรือแล้วตกปลา เป็นทะเลสาบน้ำจืดตื้นๆที่ลึก 3 เมตร
- ก่อนขุด เช็คพิกัดรอบๆ เพราะแถวนั้นมีเหมืองเกลือ ... ขุดพลาดไปจะแย่
- จากนั้นก็คนบนแท่นก็จัดการขุดลงไปเรื่อยๆ แล้วก็โพล๊ะ ที่ความลึก 300 เมตร
- สักพัก ช่างไฟในเหมืองได้ยินเสียงประหลาด เป็นเสียงของโลหะกระแทกกัน ... เลยเดินไปดู เจอน้ำ ... และก็เจอว่าเสียงที่ได้ยิน คือเสียงถังน้ำมันที่เจอกระแสน้ำพัด ... น้ำมาจากไหนวะ
- ปรากฎว่าขุดพลาดเข้าไปในเหมืองเกลือที่มีคนงานขุดเจาะทำงานอยู่ 55 คน ... น้ำทะลักท่วมเหมืองอย่างรวดเร็ว
- แรงดูดของน้ำ ดันทำให้เพดานเหมืองเปิดออก จากนั้นรูก็ขยายขึ้นเรื่อยๆ คนบนผิวน้ำที่รู้ตัว ทั้งคนขุด และชาวบ้านที่มาหาปลาก็เริ่มหนีกัน
- จากนั้นก็ดูแท่นขุดเจาะก็เจอดูดลงไป
- เรือท้องแบน 11 ลำ จอดเทียบท่าในแม่น้ำที่เชื่อมต่อจากทะเลสาบนี้ก็เจอดูด คนบนเรือก็พยายามลากเรือหนี
- แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว สู้แรงดูดไม่ได้ เรือทั้ง 11 ลำก็ถูกดูดลงไป
- ดูดอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืน จึงสงบ ....
- โดยก่อนสงบ ดูดเอาพื้นที่รอบๆทะเลสาบ ลานจอดรถ ต้นไม้ รถบรรทุก ลงไปด้วย
- ทะเลสาปนี้เดิมเป็นทะเลสาบน้ำจืด ... หลังจากจบเหตุการณ์ ก็เปลี่ยนเป็นทะเลสาบน้ำเค็มแทน และความลึกจากเดิม 3 เมตร กลายเป็น 300 เมตร

สรุป
คนบนแท่นขุดเจาะ : หนีทันทั้งหมด
ชาวบ้านที่มาหาปลา : หนีทันทั้งหมด
คนบนเรือท้องแบน : สละเรือทันทั้งหมด
คนงานในเหมือง 55 คน : หนีทันทั้งหมด (ช่วงที่หนี น่าเอามาทำหนัง อ่านดูแล้วระทึกมาก)
หมา 3 ตัว : หนีไม่ทัน ตายหมด
สาเหตุ
จนถึงปัจจุบันยังไม่รู้ชัดเจน บริษัทขุดเจาะบอกว่าขุดไม่ผิด แต่ทุกอย่างละลายไปกับน้ำหมดแล้ว เลยไม่รู้ว่าตกลงคำนวณตำแหน่งผิด / ใช้แผนที่ไม่ตรงกัน / หน่วยวัดผิด หรือยังไง
ปัจจุบัน บริษัทเกลือนี้ยังอยู่ (มีบางเว็บบอกว่าได้เงินชดเชยแล้วเจ้าของเลยกอดเงินเลิกกิจการ ... ซึ่งเข้าไปดูยังมีเว็บบริษัทอยู่เลย)

อุบัติเหตุ ระเบิดโรงเก็บแก็สที่พิทส์เบิร์ก ....

อุบัติเหตุ ระเบิดโรงเก็บแก็สที่พิทส์เบิร์ก ....

- มีคนแจ้งไปว่ามีการรั่วของแก็ส
- ทีมช่างซ่อมเลยไป พร้อมกับตะเกียงแก็สที่ใช้ไฟ
- จากนั้นก็บรึ้ม ตัวโรงเก็บลอยขึ้นท้องฟ้า จากนั้น บรึ้มอีกรอบ สาดเหล็กและโครงอาคารไปทั่ว
- ทั้งบ้านเรือน โรงงาน รอบๆนั้นกระจัดกระจาย
- มีบ้านนึง เด็กสองขวบอยู่ในบ้าน เจอแรงอัดลอยตกแม่น้ำ เลยรอดชีวิต
- คนตาย 28 บาดเจ็บ 500+

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เวลาแก็สรั่ว อย่าจุดไฟหรือใช้ตะเกียงส่องหารอยรั่ว

ปล. เรื่องเกิดเมื่อปี 1927

เมื่อเครื่องบินB-47ทำระเบิดนิวเคลียร์ตกใส่บ้านคน


pixabay.com/en/atomic-bomb-weapon-explosion-145880/

- วอลเตอร์ เกร็ก เคยเป็นพลร่มทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่ 2 ... เขาอยู่ในบ้านกับลูกๆและภรรยา
- ระหว่างกำลังสอนลูกชายทำงานช่าง และเด็กผู้หญิงวิ่งเล่นในสวน ก็ได้ยินเสียงเครื่องบิน ... ยังคุยกับลูกว่านั่นคือเครื่องบิน B47

- บนเครื่องบิน B-47 ลำนั้นฝึกขนระเบิดนิวเคลียร์(ที่ไม่มีไส้ใน) ... นักบินและผู้ช่วยนั่งอยู่ แล้วก็มีไฟแดงวาบขึ้น เป็นสัญญาณว่าตัวล็อคระเบิดมีปัญหา ลูกระเบิด
- นักบินเลยกดปุ่มตัวล็อคระเบิด
- สักพัก ไฟก็ยังแดงอยู่ บอกว่าระเบิดไม่ได้ล็อค
- นักบินผู้ช่วยเลยไปดู ปรากฎว่า ระเบิดไม่ได้ล็อคกับที่ล็อคจริงๆ
- และปุ่มกดที่กด ก็ไม่ใช่ปุ่มล็อคระเบิด แต่เป็นปุ่มเปิดฝาทิ้งระเบิด
- ระเบิดไม่ได้ล็อค + เปิดฝาที่ทิ้งระเบิด = ระเบิดหายไป

- สักพักวอลเตอร์ที่อยู่กับลูกชาย ได้ยินเสียงและมีแรงอัดเข้ามา เศษดินหินต้นไม้ปลิวไปทั่ว คนกระเด็นไปคนละทิศละทาง วอลเตอร์เองแขนเจอเศษอะไรไม่รู้บาด
- พอตั้งสติได้ก็ออกไปดู พื้นที่รอบบ้านวินาศกระจัดกระจาย ร่างของภรรยาและลูกสาวอยู่ที่พื้น สวนของบ้านมีหลุมขนาด 20 เมตร ลึก 10 เมตร
- ระเบิดลูกนั้นตกลงมาที่บ้านของเขาพอดี และ TNT ในระเบิดทำงาน
- โชคดีทุกคนรอดหมด ไม่มีใครตาย รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยให้ 5หมื่นกว่าเหรียญ
- หลังเหตุการณ์ นักบินที่ทำพลาดไปมาขอโทษ และก็ติดต่อกันอีกหลายสิบปี

อุบัติเหตุการต้มแป้งมันจากไทยครั้งใหญ่ที่สุดในโลก


pixabay.com/en/boat-cruise-liner-ocean-sea-ship-1296612/
 
- ในปี 2515 เรือคัสซาเรทอันเป็นเรือขนส่งสินค้าลำหนึ่ง นำสินค้าคือ แป้งมันสำปะหลังจากไทย 1,500 ตัน ไม้ และยางพารา นำไปส่งที่อังกฤษและร็อตเตอร์ดาม ประเทศเนเธอร์แลนด์
- ระหว่างลอยลำอยู่กลางทะเล วันที่ 17 สิงหาคม ก็เกิดไฟไหม้ไม้ที่บรรทุกมา
- คนบนเรือได้สูบน้ำขึ้นจากทะเลหวังดับไฟ แต่ไม่เป็นผล ไม้ยังไหม้ต่อไปเรื่อยๆ 1วัน 2วัน 3วัน ...
- วันเวลาผ่านไป จนวันที 12 กันยายน เรือก็มาเทียบท่าที่อังกฤษ แคว้นเวลส์ หน่วยดับเพลิงถูกเรียกมาและช่วยกันดับเพลิงแบบเต็มที่สองวันสองคืน
- ปรากฎว่าน้ำไหลลงไปข้างล่าง ละลายแป้งมัน ไฟที่โหมอยู่ข้างบนก็ต้มแป้งจนเกิดขยายตัว
- หลังจากผ่านไป 2 วัน ยังดับไฟไม่ได้ หัวหน้าหน่วยดับเพลิงก็ได้บอกกับนักข่าวว่าแป้งมันที่อยู่ด้านล่าง เจอน้ำที่ใช้ดับเพลิงลงไป ประกอบกับมีไม้ไหม้ไฟอยู่ข้างบน แป้งเลยขยายตัวดันตัวเรือ ตอนนี้เป็นเหมือนระเบิดเวลา
-จากนั้นดับเพลิงต่อไป ... แต่ลองนึกถึงความรู้สึกชาวเมือง ที่มีเรือเทียบท่าไฟไหม้และหัวหน้าหน่วยดับเพลิงบอกว่าเป็นระเบิดเวลา
- หลังจากนั้นอีกสองวันก็ดับได้ เรือออกเดินทางต่อ
- โดยไม้และยางพาราไหม้จนเสียหาย ท่าที่อังกฤษไม่รับ ... แล้วเรือก็เดินทางไปเนเธอแลนด์ต่อ ... เพื่อดูว่าเค้าจะรับแป้งมันต้มหรือไม่


จากนั้นก็ไม่มีข่าวอีกว่าตกลงท่าเรือที่ร็อตเตอร์ดาม รับแป้งมันต้มสุกจากไทยหรือเปล่า

วันพุธที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2560

กระเทียม + น้ำมันมะกอก (+น้ำหัวหอม) "ไม่สามารถ"รักษาหูไม่ได้ยิน





มีการแชร์ส่งต่อกันเรื่องการรักษาภาวะหูไม่ได้ยินในผู้สูงอายุ ด้วยการใช้กระเทียม + น้ำมันมะกอก โดยระบุว่าได้ผลดีถึง 97%

ถ้าจริงก็คงเป็นเรื่องดี เพราะของพวกนี้ราคาไม่แพง แต่ว่าเป็นอย่างไรคงต้องไปดูกัน

1. หูไม่ได้ยินในผู้สูงอายุ : การสูญเสียการได้ยินในผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่มักเกิดจากการเสื่อมลงของเซลล์ในหูชั้นใน และก็อาจจะมีสาเหตุอื่นๆเช่น แก้วหูทะลุ ขี้หูตัน ความผิดปกติที่เส้นประสาท ฯลฯ

ซึ่งในแชร์นี้ ไม่บอกตรงๆว่าเป็นโรคใด มีแต่พูดอ้อมๆคลุมเครือว่าปัญหาการได้ยินที่พบได้บ่อยเมื่ออายุเยอะขึ้น ... ซึ่งแปลได้ว่าหมายถึงโรคการเสื่อมของเซลล์ในหูชั้นใน

2. ข้อความนี้เป็นข้อความที่แปลมาจากบทความต่างประเทศ
ซึ่งมี 3 version
เวอร์ชั่นที่แปลมาเป็นตัวสั้นที่สุด คือ
" 2 Drops of This In Your Ears and 97% of Your Hearing Recovers! "
มีตัวที่ยาวๆกว่าที่คล้ายๆกันคือ
"These TWO Ingredients Can Restore Hearing Loss"
ซึ่งใช้สูตร น้ำมันมะกอก + กระเทียม + น้ำหัวหอม

3. ในบทความ มีการอ้างงานวิจัยในปี 2012 ว่ามีการใช้น้ำหัวหอมสกัดรักษาภาวะเซลล์หูชั้นในเสียหายจากแรงระเบิด
แต่เมื่อเข้าไปดูกลายเป็นว่าไม่จริง ... เพราะงานวิจัยนั้นใช้สารต้านอนุมูลอิสระ 2 ชนิด "ฉีด" เข้าไปในร่างกาย และมีสารตัวนึงที่มีSulfurเป็นส่วนประกอบ ซึ่งคล้ายกับสารประกอบSulfur ในพืชกลุ่มหัวหอมและกระเทีย

สรุปแล้ว
- ไม่มีหลักฐานปรากฎว่าการใช้กระเทียม + น้ำมันมะกอก รักษาภาวะหูหนวกได้
- ที่มาต้นทาง เชื่อถือไม่ได้ ตัวต้นฉบับไม่มีการอ้างอิง และตัวที่คล้ายๆกัน ก็อ้างอิงแบบมั่วๆ
- ในกรณีที่มีสูญเสียการได้ยิน ควรไปพบแพทย์ก่อน เพราะบางโรคต้องมีการตรวจละเอียด บางโรคต้องรักษาให้เร็ว การไปมัวหยอดน้ำมันนอกจากจะไม่ได้รักษาแล้ว เวลาไปตรวจยังรบกวนการตรวจวินิจฉัยให้ยากขึ้นไปอีก ... สมมุติแก้วหูทะลุ ส่องไปเจอแต่น้ำมันก็ตรวจไม่ได้ ... จะไปตรวจการได้ยิน น้ำมันเต็มหู หูอื้อ ตรวจไม่ได้อีก

ปล. สูตรกระเทียม + น้ำมันมะกอก จริงๆมีที่ใช้ในการรักษาพื้นบ้าน คือใช้รักษาภาวะติดเชื้อในหูชั้นนอก กับแก้ขี้หูตัน ... แต่ไม่มีที่ใช้ในการรักษาภาวะเส้นประสาทหรือเซลล์หูชั้นในเสื่อม

ปอ.
- อันที่แชร์กันในต่างประเทศ https://www.powerofpositivity.com/restore-hearing-loss/
- อันที่แชร์ในต่างประเทศ http://www.cuisineandhealth.com/2-drops-ears-97-hearing-recovers-even-old-people-80-90-driven-crazy-simple-natural-remedy-2/
- งานวิจัยที่เจอเอาไปอ้าง(แบบมั่วๆ) http://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0378595512000238

วันอังคารที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560

อะมัลกัมอุดฟันไม่ได้อันตราย และทันตแพทย์ไม่ได้ปกปิดข้อมูล



มีการแชร์ข้อความในเว็บๆหนึ่ง ระบุว่า สารอุดฟันสีเงินเป็นสาเหตุของโรคเส้นเลือดตีบรุนแรง โรคสมอง และทำให้เด็กพิการแต่กำเนิด โดยกล่าวหาว่า หมอฟันไม่ยอมบอก องค์การอนามัยโลกปกปิด เพราะว่าต้องการลดต้นทุนค่าทำฟันให้ต่ำ
แล้วระบุว่า มีคนๆนึงหาญกล้าออกมาเปิดเผยความจริงว่าที่จริงที่อุดฟันนี้อันตราย

ทั้งหมดคือข้อความมั่วครับ
ในปัจจุบัน ไม่ปรากฎอันตรายที่มาจากการอุดฟันด้วยอะมัลกัมอย่างที่กล่าวอ้าง
สิ่งที่พบคือ

- ในบางคนที่ใช้ อาจมีการแพ้ระคายเคืองบ้าง ไม่บ่อย
- ในช่วงแรกที่ทำ จะตรวจพบปริมาณปรอทเพิ่มขึ้นบ้าง แต่น้อยมากไม่ได้มีผลอะไร
- มีงานวิจัยที่ลองดูปริมาณอุดฟันในปากกับปรอทที่ตรวจเจอในร่างกาย ... พบว่า อุดฟันเยอะไม่ได้มีปรอทมากขึ้น ... แต่ดันไปพบว่าปรอทในร่างกายจะเพิ่มขึ้นถ้ากินปลาทะเล

อะมัลกัม ทนกว่าResin composite สีขาวๆที่ใช้อุดฟัน อายุการใช้งานนานกว่า ทนทานกว่า เหมาะกับการใช้งานกับฟันที่บดเคี้ยวมากๆ (ทั้งนี้มีบางท่านแจ้งมาว่า แต่resin compositeใหม่ๆแข็งแรงเท่ากันแล้ว)

ดังนั้น เลือกอุดฟันแบบไหน คุยกับทันตแพทย์ก่อนครับ อย่าไปหลงแชร์ข่าวหลอกลวง

วันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560

เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐถูกลอบสังหาร ... แล้วตายเพราะหมอยุคนั้นไม่ได้ล้างมือ



- ประธานาธิบดีการ์ฟิลด์ เป็นปธน.คนที่20
- Charles Guiteau มาสมัครงานขอทำตำแหน่งสูงๆ แล้วเขาไม่รับ ... ด้วยความผูกใจเจ็บ Charles Guiteau เลยไปยืมเงินแล้วเอาเงินไปซื้อปืน มาดักรอยิงประธานาธิบดี
- ในผู้ที่มาด้วยกันกับประธานาธิบดี มี Robert Todd Lincoln ลูกของประธานาธิบดีลินคอห์นที่ถูกลอบสังหารเป็นทีมงานมาด้วย ... แต่สำหรับคนที่คิดว่ามือปืนต้องฝ่าด่านองครักษ์นั้นลืมไปได้เลย ... เพราะว่าไม่มี
- มือปืนเลยเดินดุ่มๆไป ยิงประธานาธิบดีไปสองนัด นัดแรกเข้าที่แขน ... อีกนัดนึงพุ่งเข้าหลังด้านขวา กระสุนฝังใน
- ในเวลาไม่นาน หมอก็มาถึง
- ปีนั้นคือปี 1881 ... ความรู้เรื่องเชื้อโรคและการล้างมือป้องกันแผลติดเชื้อแพร่หลายในยุโรปแล้ว ... แต่ที่อเมริกายังไม่เชื่อแบบนั้น
- หมอเลยใช้เครื่องมือและนิ้ว แหย่เข้าไปในแผลแล้วควานหากระสุน ซึ่งไม่เจอ
- หลังจากนั้น ทีมแพทย์อีกหลายคนก็ช่วยประชุมกันหาวิธี มีข้อเสนอหลากหลาย ทั้งเอาของแหย่ จะผ่า ใช้เครื่องตรวจโลหะ จับเขย่าให้กระสุนหลุดออกมา ยุคนั้นไม่มีเอกซเรย์เลยงมหากันไป
- แทบทุกคนไม่ล้างมือ ... แหย่สดๆ
- หลังจากล้มเหลว ก็ย้ายประธานาธิบดีไปพักฟื้น ... ไม่ให้กินอาหารทางปาก แต่ให้อาหารสวนทางก้นแทน(ตามหลักการรักษาที่เชื่อกันในยุคนั้น)
- หลังจากต่อสู้อยู่ 80 วัน ประธานาธิบดีการ์ฟิลด์ น้ำหนักลดไปร่วม100ปอนด์ ในที่สุดก็เสียชีวิตลง
- หลังการเสียชีวิต การผ่าชันสูตรพบว่า

ก. หนองเต็มไปหมด ติดเชื้อ

ข. กระสุนวิ่งเข้าที่หลังด้านขวา กระแทกซี่โครงซี่11หัก กระทบชิ่งซี่โครงซี่ 12 พุ่งเข้ากระดูกสันหลังบั้นเอวท่อนที่1 แล้วไปหยุดที่ไขมันหลังตับอ่อน
โดยเฉียดไขสันหลัง เส้นเลือดดำใหญ่ เส้นเลือดแดงใหญ่ เส้นเลือดทางเดินอาหาร เส้นเลือดม้าม
- ตำแหน่งที่ว่าไม่อันตราย ถ้าหลังเจอยิง ไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้รับเชื้อเข้าไปทางแผลเพิ่ม หมอบางคนในยุคปัจจุบันลงความเห็นว่าถ้ามาเกิดเหตุในยุคปัจจุบันที่เครื่องมือพร้อม น่าจะออกจากโรงพยาบาลไปนอนพักฟื้นที่บ้านได้ใน 3-4 วัน

- Charles Guiteau ผู้ยิง ถึงกับเอ่ยปากว่า ผมแค่ยิง แต่หมอเป็นคนฆ่าเขา
สิ่งที่ได้จากการตายของประธานาธิบดี

- สมัยนั้นหมอในสหรัฐไม่เชื่อเรื่องการล้างมือช่วยป้องกันการติดเชื้อ ... แต่หลังจากประธานาธิบดีตาย ทฤษฎีนี้ก็ได้รับการยอมรับ 

หลังจากนั้น Robert Todd Lincoln ลูกของประธานาธิบดีลินคอห์นก็ทำงานการเมืองต่อไป อีก 20 ปีต่อมาเขาไปร่วมงานของประธานาธิบดีWilliam McKinley แล้ว William McKinley ก็เจอลอบยิง
หลังจากนั้น Robert ก็ไม่ไปร่วมงานที่ประธานาธิบดีคนไหนเชิญให้ไปอีกเลย

การย้อนกลับไปดูคลิป ก็มีอคติและทำให้ตัดสินผิดไปได้

งานวิจัยว่าไว้ อย่าเชื่อเพียงเพราะเห็นคลิป

รูปจาก pixabay.com/en/phone-photography-camera-mobile-802125/


เวลาเกิดเรื่องราวความขัดแย้งกัน สิ่งหนึ่งที่คนต้องการก็คือ "คลิป" เพราะเชื่อกันว่า ภาพเคลื่อนไหวเป็นอะไรที่ตัดต่อได้ยาก / และไม่มีอคติจากการเลือกช่วงเวลาเหมือนภาพถ่าย





แต่จริงหรือ ? ที่มันจะไม่มีอคติเกิดขึ้น


1. มุมมองต่าง ข้อมูลก็เปลี่ยน
การปรับเปลี่ยนมุมมองของกล้องส่งผลต่ออคติหรือความรับรู้ของเราที่มีต่อคนที่ถูกถ่ายได้
โดยมีบางงานวิจัยที่ทดสอบถ่ายฉากการสอบสวนให้ผู้ต้องสงสัยรับสารภาพ พบว่าการถ่ายเฉพาะหน้าของผู้ต้องสงสัยทำให้เกิดความรู้สึกว่าผู้ต้องสงสัยมีความผิดจริงและรับสารภาพจริง แต่พอเปลี่ยนมุมมองกล้องเป็นการถ่ายทั้งตำรวจและผู้ต้องสงสัย กลับให้ความรู้สึกว่ารับสารภาพทั้งที่ไม่ได้ทำผิดจริง
การวิจัยในลักษณะนี้มีอีกหลายแบบ พบว่า การให้ฟังแต่เสียง หรือการสลับลำดับก่อนหลังระหว่างภาพตำรวจและผู้ต้องสงสัย ก็สามารถเปลี่ยนความรู้สึกของลูกขุนที่ตัดสินคดีได้
คลิปที่เราเห็นเวลาถ่ายการขัดแย้งกัน มักจะถ่ายแบบเห็นแต่หน้าของอีกฝ่าย ดังนั้นโอกาสที่เราจะเกิดอคติก็มีได้มาก

2. ภาพที่ไม่ชัด ข้อมูลที่ไม่เพียงพอ ทำให้การรับรู้เปลี่ยน
ภาพที่ไกลๆ ภาพอุบัติเหตุจราจร บางครั้งเราได้มาจากกล้องวงจรปิดหรือกล้องจากมุมเพียงมุมเดียว ทำให้เรากะระยะ กะความเร็ว หรือมองสภาพสิ่งที่เกิดขึ้นผิดจากความเป็นจริงได้

3. เราลืมไปว่า กล้องและสายตามองเห็นไม่เท่ากัน
ในการมองเห็นของตาคนเรา เราจะมองเห็นพื้นที่ตรงกลางชัดที่สุด และส่วนขอบรอบนอกเห็นชัดน้อยกว่า ส่วนการเห็นของกล้อง เห็นชัดทั่วทั้งหน้าจอ ยิ่งถ้าไปเจอกล้องเลนส์มุมกว้าง อาจจะมองเห็นได้มากกว่าที่ตามองเห็น
และเวลาเราดูคลิปอุบัติเหตุ เรามักจะรู้ว่าเกิดอุบัติเหตุ เรามักจะรู้ว่าเรื่องจะเกิดที่วินาทีที่เท่าไหร่ รู้ว่าเกิดยังไง และรีเพลย์ได้
ทำให้เมื่อเราดูคลิปอุบัติเหตุ เราจึงมีแนวโน้มที่จะโทษว่าเกิดจากความประมาทมากกว่าที่ควรจะเป็น

4. เราลืมไปว่า คนในเหตุการณ์มองเห็นไม่เหมือนกล้องนั้น
กล้องบางตัวเห็นในมุมที่ไม่ใช่ระดับสายตา เช่นพวกกล้องตามเสาไฟฟ้า กล้องถ่ายสนามกีฬา ซึ่งคนบนพื้นไม่ได้มองเห็นแบบนั้น
ซึ่งไม่แปลก ที่บางครั้งเราจะเห็นคนด่านักฟุตบอลว่าเล่นไม่ได้ดั่งใจ

5. การดูแบบ Slow motion ทำให้เราคิดว่าการกระทำนั้นเกิดจากความจงใจมากขึ้น
งานวิจัยในปี2559ชิ้นหนึ่งนำคลิปสมมุติการปล้นและยิงคนในร้านมาฉายให้ดู แล้วให้ลูกขุนลงความเห็นว่าผู้ต้องหา"ยิงอย่างจงใจตั้งใจ"หรือไม่
พบว่าลูกขุนที่เห็นภาพแบบSlow motion จะตัดสินว่าจงใจยิงมากกว่าลูกขุนที่เห็นแต่คลิปธรรมดา 3.4 เท่า

... หรือถ้าใครมองว่า เพราะเขาไม่เห็นแบบธรรมดาน่ะสิ ... ก็มีอีกอันคือ ถ้าให้ดูทั้งแบบช้าและแบบธรรมดา ... ก็ยังตัดสินว่า "จงใจยิง" มากกว่าลูกขุนที่เห็นแต่คลิปธรรมดา 1.5 เท่า

ที่เป็นแบบนี้ เพราะว่าการเห็นภาพช้า เราจะตีความอารมณ์สีหน้าทั้งหลายของคนในภาพ เสมือนว่าเป็นการกระทำในภาวะปกติ , คิดว่าคนในคลิปที่Slow motionมีเวลาตัดสินใจมีเวลาคิดวิเคราะห์มากกว่าความเป็นจริง ทำให้การกระทำที่เกิดจากความตกใจ ไม่ตั้งใจ กลายไปเป็นการกระทำแบบจงใจได้

รู้อย่างนี้แล้ว ครั้งถัดไปที่ดูรีเพลย์ก็อย่าเพิ่งด่านักฟุตบอลนะครับ

ไม่ควรกลับหน้าหลังผ้าอ้อมเด็กชนิดใช้แล้วทิ้ง

ไม่ควรประหยัด ด้วยการกลับหน้าหลังผ้าอ้อมเด็ก ชนิดใช้แล้วทิ้ง

วันนี้มีคนส่งภาพเรื่องที่แม่ท่านหนึ่งโพสต์ถามเล่นๆเรื่องการใช้ผ้าอ้อมชนิดใช้แล้วทิ้ง ว่าเสียดาย เพราะด้านหน้าฉี่เต็มแต่ด้านหลังว่างเปล่า

การกลับหน้าหลัง หรือ การให้ลูกใส่นานขึ้น เพื่อให้ฉี่ล้นไปด้านหลัง ใช้ผ้าอ้อมได้เต็มทั้งผืน เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำครับ
เพราะจากการศึกษาพบว่าการใส่ผ้าอ้อมแบบนี้นานกว่าปกติ จะทำให้เกิดผื่นผ้าอ้อมอับชื้น และเพิ่มโอกาสติดเชื้อได้

ถ้าอ่านดู ตอนแรกอาจจะรู้สึกว่าตลกและแปลกว่าทำไมคิดอะไรได้แบบนี้
แต่จริงๆเรื่องนี้คือปัญหาใหญ่ปัญหานึง

เพราะลองคิดดูว่าผ้าอ้อมแบบนี้ ราคาเฉลี่ย 5-10บาท (แล้วแต่ขนาด)
ถ้าเด็กเล็กมากๆ ต้องเปลี่ยนวันนึง 8-10 อัน ค่าใช้จ่ายไม่ใช่ธรรมดา ...
ดังนั้นเรื่องปัญหาค่าผ้าอ้อมเลยเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะกับพ่อแม่ที่รายได้น้อยและไม่ค่อยมีเวลาอยู่แล้ว ...
ยิ่งคนที่มีเศรษฐานะที่ไม่ดี เวลาจะซื้อก็ไปซื้อแบบทีละมากๆให้ลดราคาไม่ได้ ... ไม่มีเวลาไปเทียบราคาจากเว็บขายOnline (หรือไม่มีบัตรเครดิต ก็ซื้อonlineยาก) ยิ่งเสียเปรียบเข้าไปอีก
แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าค่าใช้จ่ายผ้าอ้อมสูงมาก

1. เปลี่ยนไปใช้ผ้าอ้อมแบบผ้า
ซักอย่างเดียว ... แต่อาจจะไม่เหมาะในกรณีที่ซักผ้าไม่ได้ หรือไม่มีเวลา และเวลาใส่ต้องมีฝีมือหน่อย

2. ใช้ผ้าอ้อมแบบReuse .
ปัจจุบัน จะมีผ้าอ้อมรียูส/กางเกงผ้าอ้อม ... คือเป็นกางเกงใส่ด้านนอก แล้วข้างในจะมีตำแหน่งที่สามารถใส่แผ่นซึมซับ พอใช้เสร็จก็เอาไปซักตาก วนไป
ข้อดีเหนือผ้าอ้อมผ้านิดนึงคือใส่ง่าย
(แต่ราคา ช่วงแรกก็แพงนิดนึง)

3. เปลี่ยนไปใช้ยี่ห้อที่ราคาถูกลง
ปัจจุบันตามห้างค้าปลีกบางแบรนด์ มีการขายผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่ราคาถูกกว่ายี่ห้อทั่วไปประมาณครึ่งหนึ่งแล้ว
ตัวhydrogelข้างในจะน้อยกว่าหน่อย แต่ก็โอเค
และสำหรับคนที่บอกว่า ไม่อยากใช้เยอะ เพราะ"รักษาสิ่งแวดล้อม"
ก. ถ้าลูกป่วยต้องรักษา ที่มาของยาและการดูแลช่วงนั้น ทำลายสิ่งแวดล้อมมากกว่า
ข. ถ้าเสียดายมากนัก ให้ตัดข้างใน แล้วเอาเจลไปปลูกต้นไม้ (แต่กระจายๆหน่อยนะ ... ถ้าฝังรวมกันที่เดียวแล้วฝนตกได้ครึ่งชั่วโมง ... ดินมันจะยกตัว #เราเตือนคุณแล้ว )

ปล. คือจริงๆอ่านแล้วรู้นะว่าแม่ท่านนั้นเขียนเล่นๆ ในนั้นไม่ได้แนะนำใคร เพียงแต่ว่ามันมีคนที่ทำจริง (ฝรั่งก็ทำ) เลยมาเตือนไว้